
วิธีรักษาคีลอยด์
การรักษาคีลอยด์มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของคีลอยด์ รวมถึงสภาพผิวของผู้ป่วย วิธีที่ใช้บ่อยในการรักษาคีลอยด์มีดังนี้:
1. การฉีดยาสเตียรอยด์ (Corticosteroid Injections)
เป็นวิธีการรักษาที่นิยม ใช้ฉีดสเตียรอยด์เข้าสู่คีลอยด์เพื่อลดการอักเสบและการสร้างคอลลาเจน ช่วยทำให้คีลอยด์ยุบลง แต่ต้องทำหลายครั้งและใช้เวลาต่อเนื่อง
2. **การใช้แผ่นซิลิโคน (Silicone Sheets)
แผ่นซิลิโคนใช้ปิดทับบริเวณคีลอยด์ ช่วยให้แผลนุ่มขึ้นและลดการนูน สามารถใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
3. การทำเลเซอร์ (Laser Therapy)
ใช้แสงเลเซอร์ในการลดขนาดคีลอยด์และช่วยให้สีของแผลจางลง การทำเลเซอร์อาจต้องทำหลายครั้งและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
4. การผ่าตัด (Surgical Excision)
ในกรณีที่คีลอยด์มีขนาดใหญ่และไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดออก แต่มีความเสี่ยงที่คีลอยด์จะกลับมาใหม่ได้ แพทย์มักใช้การฉีดยาสเตียรอยด์หรือทำเลเซอร์ร่วมด้วยหลังผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
5. การฉายรังสี (Radiation Therapy)
ใช้รังสีความเข้มต่ำฉายไปยังบริเวณคีลอยด์เพื่อลดการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ วิธีนี้มักใช้หลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันไม่ให้คีลอยด์กลับมาอีก
6. การใช้แรงกด (Pressure Therapy)
ใช้แถบผ้าหรืออุปกรณ์กดทับบริเวณคีลอยด์เพื่อลดการนูนและป้องกันไม่ให้ขยายตัว วิธีนี้มักใช้กับแผลที่เกิดจากการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ
7. การใช้ยาทาหรือเจลรักษาแผลเป็น
เช่น ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร ซึ่งสามารถช่วยลดรอยแผลเป็นได้ในบางกรณี
การรักษาคีลอยด์มักต้องใช้เวลานานและอาจต้องผสมผสานหลายวิธี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
คีลอยด์ คืออะไร ?
คีลอยด์ คือ ประเภทของรอยแผลเป็นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแผลนูน แดง มีการขยายใหญ่ออกนอกขอบเขตบาดแผลเดิม อาจมีอาการคัน เจ็บ และรู้สึกผิวตึงรั้งร่วมด้วย เมื่อทิ้งไว้จะคงอยู่และไม่ยุบแบนราบลงได้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ในบางรายอาจมีขนาดโตขึ้นกว่าเดิมอีกครับ แม้ว่าแผลคีลอยด์ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ส่งผลด้านความสวยงามและสภาพจิตใจได้
คีลอยด์ มีกี่ประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ตามลักษณะและความรุนแรง ดังนี้:


1. คีลอยด์ชนิดเริ่มต้น (Early Keloid)
- เป็นคีลอยด์ที่เริ่มพัฒนาในช่วงแรกหลังแผลหาย โดยมักเกิดในช่วง 3-6 เดือนหลังแผลเริ่มสมาน
- ลักษณะจะเป็นก้อนนูนขึ้นมาเล็กน้อย สีมักจะเป็นสีแดงหรือสีชมพู และอาจรู้สึกคันหรือเจ็บ
- คีลอยด์ชนิดนี้สามารถรักษาได้ง่ายกว่าหากเริ่มการรักษาตั้งแต่แรก เช่น การใช้ซิลิโคนเจลหรือการกดทับ
2. คีลอยด์ชนิดเรื้อรัง (Mature Keloid)
- เป็นคีลอยด์ที่พัฒนาเป็นระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือนจนถึงหลายปี
- มีลักษณะนูนมากขึ้น หนาขึ้น และอาจมีสีคล้ำ เช่น สีน้ำตาลหรือสีม่วง
- อาจขยายตัวและมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณแผลเดิมอย่างมาก การรักษาจะยากขึ้นและต้องใช้วิธีทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การฉีดยาสเตียรอยด์หรือการทำเลเซอร์
คีลอยด์ทั้งสองชนิดนี้มีสาเหตุจากการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ผิดปกติและการสร้างคอลลาเจนเกินควร ดังนั้นควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการลุกลามของแผล
01 สาเหตุของการเกิดคีลอยด์
คีลอยด์เกิดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหนังซ่อมแซมตัวเองผิดปกติหลังจากที่เกิดแผล เมื่อแผลเริ่มหาย ผิวหนังจะสร้างคอลลาเจนมากเกินไป ส่งผลให้เนื้อเยื่อส่วนเกินหนาตัวและขยายออกนอกบริเวณแผลเดิม คีลอยด์จะมีลักษณะเป็นแผลหนา นูน และอาจมีสีเข้มหรือแดง สาเหตุหลักของการเกิดคีลอยด์มีดังนี้
1. พันธุกรรม : บางคนมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์จากพันธุกรรม ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นคีลอยด์ โอกาสที่เราจะเกิดคีลอยด์จะสูงขึ้น
2. การบาดเจ็บหรือแผล : คีลอยด์มักเกิดจากแผลต่าง ๆ เช่น แผลจากการผ่าตัด แผลจากการฉีดยา แผลสิว แผลจากการเจาะหู หรือแผลจากอุบัติเหตุ
3. การอักเสบของแผล: ถ้าแผลมีการติดเชื้อหรืออักเสบ จะทำให้แผลใช้เวลาหายช้านานขึ้น และมีโอกาสที่จะเกิดคีลอยด์สูง
4. ประเภทของผิวหนัง : คนที่มีผิวสีเข้มมีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์มากกว่าคนที่มีผิวสีอ่อน
5. อายุ : วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดคีลอยด์มากกว่าวัยอื่น เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเซลล์มาก
6. บริเวณที่เกิดแผล : แผลที่เกิดในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมาก เช่น ไหล่ หน้าอก หรือหลัง จะมีโอกาสเกิดคีลอยด์สูงกว่า

-
หน้าอกและไหล่
-
หลังส่วนบน
-
ใบหู
-
กรามและแก้ม
02 บริเวณที่พบคีลอยด์บ่อย
การดูแลแผลเพื่อป้องกันการเกิดคีลอยด์มีวิธีดังนี้
1. รักษาความสะอาดของแผล ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และเปลี่ยนผ้าปิดแผลอย่างสม่ำเสมอ
2. การใช้แผ่นซิลิโคนเจล (Silicone Gel Sheets) แผ่นซิลิโคนช่วยป้องกันการเกิดคีลอยด์ โดยการช่วยให้แผลนุ่มขึ้นและลดการสร้างเนื้อเยื่อส่วนเกิน
3. ทายาเพื่อลดการอักเสบ ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หรือครีมลดรอยแผลเป็นสามารถช่วยลดการอักเสบและการเกิดคีลอยด์ได้
4. การใช้แรงกดที่แผล (Pressure Therapy) ใช้ผ้าพันแผลหรืออุปกรณ์กดทับบริเวณแผลเพื่อลดโอกาสการเกิดคีลอยด์
5. เลี่ยงการสัมผัสแผลมากเกินไป อย่าเกาแผลหรือกดทับแผล เพราะอาจทำให้แผลมีการระคายเคืองและทำให้คีลอยด์เกิดขึ้นได้
6. **การหลีกเลี่ยงแสงแดด**: ปกปิดแผลจากแสงแดดโดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เพราะรังสี UV อาจทำให้แผลคล้ำและทำให้คีลอยด์เห็นชัดเจนขึ้น
7. **การปรึกษาแพทย์**: หากเริ่มมีอาการของคีลอยด์ เช่น แผลหนาขึ้น คัน หรือบวม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น การฉีดยาสเตียรอยด์ การทำเลเซอร์ หรือการผ่าตัด
03 วิธีการการดูแลแผลไม่ให้เป็นคีลอยด์

-
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบจนหมด หากแพ้ยาชนิดใด แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง หากรับประทานยาแล้วมีผื่นแดง บวม ให้หยุดยาแล้วมาพบแพทย์
-
ห้ามแผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม แพทย์จะนัดติดตามดูอาการ ทำแผลตามความเหมาะสม
-
หลังศัลยกรรม จะบวมมากที่สุด 3 วันแรก และเริ่มยุบบวมเข้าที่ขึ้นเรื่อยๆ ช้าเร็วขึ้นกับร่างกายของแต่ละบุคคล
-
งดออกกำลังกาย ยกของหนัก การกระแทกกระทบกระเทือน หรือกิจกรรมใดๆ ที่เสี่ยงทำให้แผลแยก
-
หลังตัดไหม สามารถทายาลดรอยแผลเป็นได้ การดูแลแผล เฝ้าระวังแผลเป็น แพทย์จะนัดติดตามเป็นระยะ
-
คีลอยด์ที่ตัดไปแล้วมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ดังนั้นคนไข้ควรมาติดตามนัด หากมีความจำเป็นแพทย์จะฉีดยากันคีลอยด์ตามเหมาะสม
04 การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดคีลอยด์
Q&A ที่พบบ่อย ?


เลเซอร์คีลอยด์ กี่ครั้งถึงหาย
โดยปกติการฉีดคีลอยด์จะต้องฉีดอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง โดยอาจอยู่ที่ 3 ครั้งขึ้นไป ความถี่อยู่ที่ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมินลักษณะแผลจากแพทย์ รวมถึงต้องตรวจดูการตอบสนองของแผลที่มีต่อสารยาหลังจากฉีดในครั้งแรกๆ ด้วย
ใครที่สามารถเป็นคีลอยด์ได้ ⁉️
-
เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย
-
โดยจะอยู่ในช่วงอายุ10-30ปี
-
และพบว่าผู้ป่วยที่เป็นแผลคีลอยด์มักจะมีสมาชิกในครอบครัวเป็นคีลอยด์มาก่อน
บริการเลเซอร์เพื่อรักษา