top of page
Wmedic (6).png

วิธีรักษาคีลอยด์

การรักษาคีลอยด์มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของคีลอยด์ รวมถึงสภาพผิวของผู้ป่วย วิธีที่ใช้บ่อยในการรักษาคีลอยด์มีดังนี้:

1. การฉีดยาสเตียรอยด์ (Corticosteroid Injections)

      เป็นวิธีการรักษาที่นิยม ใช้ฉีดสเตียรอยด์เข้าสู่คีลอยด์เพื่อลดการอักเสบและการสร้างคอลลาเจน ช่วยทำให้คีลอยด์ยุบลง แต่ต้องทำหลายครั้งและใช้เวลาต่อเนื่อง

2. **การใช้แผ่นซิลิโคน (Silicone Sheets)

      แผ่นซิลิโคนใช้ปิดทับบริเวณคีลอยด์ ช่วยให้แผลนุ่มขึ้นและลดการนูน สามารถใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

3. การทำเลเซอร์ (Laser Therapy)

       ใช้แสงเลเซอร์ในการลดขนาดคีลอยด์และช่วยให้สีของแผลจางลง การทำเลเซอร์อาจต้องทำหลายครั้งและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

4. การผ่าตัด (Surgical Excision)

       ในกรณีที่คีลอยด์มีขนาดใหญ่และไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดออก แต่มีความเสี่ยงที่คีลอยด์จะกลับมาใหม่ได้ แพทย์มักใช้การฉีดยาสเตียรอยด์หรือทำเลเซอร์ร่วมด้วยหลังผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

5. การฉายรังสี (Radiation Therapy)

       ใช้รังสีความเข้มต่ำฉายไปยังบริเวณคีลอยด์เพื่อลดการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ วิธีนี้มักใช้หลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันไม่ให้คีลอยด์กลับมาอีก

6. การใช้แรงกด (Pressure Therapy)

       ใช้แถบผ้าหรืออุปกรณ์กดทับบริเวณคีลอยด์เพื่อลดการนูนและป้องกันไม่ให้ขยายตัว วิธีนี้มักใช้กับแผลที่เกิดจากการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ

7. การใช้ยาทาหรือเจลรักษาแผลเป็น

      เช่น ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร ซึ่งสามารถช่วยลดรอยแผลเป็นได้ในบางกรณี

การรักษาคีลอยด์มักต้องใช้เวลานานและอาจต้องผสมผสานหลายวิธี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

คีลอยด์ คืออะไร  ? 

คีลอยด์ คือ ประเภทของรอยแผลเป็นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแผลนูน แดง มีการขยายใหญ่ออกนอกขอบเขตบาดแผลเดิม อาจมีอาการคัน เจ็บ และรู้สึกผิวตึงรั้งร่วมด้วย เมื่อทิ้งไว้จะคงอยู่และไม่ยุบแบนราบลงได้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ในบางรายอาจมีขนาดโตขึ้นกว่าเดิมอีกครับ แม้ว่าแผลคีลอยด์ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ส่งผลด้านความสวยงามและสภาพจิตใจได้

คีลอยด์ มีกี่ประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ตามลักษณะและความรุนแรง ดังนี้:

3.คีลอยด์ มีกี่ประเภทjpg.jpg
คีลอยด์ มีกี่ประเภท.jpg

1. คีลอยด์ชนิดเริ่มต้น (Early Keloid)
   - เป็นคีลอยด์ที่เริ่มพัฒนาในช่วงแรกหลังแผลหาย โดยมักเกิดในช่วง 3-6 เดือนหลังแผลเริ่มสมาน
   - ลักษณะจะเป็นก้อนนูนขึ้นมาเล็กน้อย สีมักจะเป็นสีแดงหรือสีชมพู และอาจรู้สึกคันหรือเจ็บ
   - คีลอยด์ชนิดนี้สามารถรักษาได้ง่ายกว่าหากเริ่มการรักษาตั้งแต่แรก เช่น การใช้ซิลิโคนเจลหรือการกดทับ

2. คีลอยด์ชนิดเรื้อรัง (Mature Keloid)
   - เป็นคีลอยด์ที่พัฒนาเป็นระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือนจนถึงหลายปี
   - มีลักษณะนูนมากขึ้น หนาขึ้น และอาจมีสีคล้ำ เช่น สีน้ำตาลหรือสีม่วง
   - อาจขยายตัวและมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณแผลเดิมอย่างมาก การรักษาจะยากขึ้นและต้องใช้วิธีทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การฉีดยาสเตียรอยด์หรือการทำเลเซอร์

คีลอยด์ทั้งสองชนิดนี้มีสาเหตุจากการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ผิดปกติและการสร้างคอลลาเจนเกินควร ดังนั้นควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการลุกลามของแผล

01 สาเหตุของการเกิดคีลอยด์

       คีลอยด์เกิดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหนังซ่อมแซมตัวเองผิดปกติหลังจากที่เกิดแผล เมื่อแผลเริ่มหาย ผิวหนังจะสร้างคอลลาเจนมากเกินไป ส่งผลให้เนื้อเยื่อส่วนเกินหนาตัวและขยายออกนอกบริเวณแผลเดิม คีลอยด์จะมีลักษณะเป็นแผลหนา นูน และอาจมีสีเข้มหรือแดง สาเหตุหลักของการเกิดคีลอยด์มีดังนี้ 

1. พันธุกรรม : บางคนมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์จากพันธุกรรม ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นคีลอยด์ โอกาสที่เราจะเกิดคีลอยด์จะสูงขึ้น

2. การบาดเจ็บหรือแผล : คีลอยด์มักเกิดจากแผลต่าง ๆ เช่น แผลจากการผ่าตัด แผลจากการฉีดยา แผลสิว แผลจากการเจาะหู หรือแผลจากอุบัติเหตุ

3. การอักเสบของแผล: ถ้าแผลมีการติดเชื้อหรืออักเสบ จะทำให้แผลใช้เวลาหายช้านานขึ้น และมีโอกาสที่จะเกิดคีลอยด์สูง

4. ประเภทของผิวหนัง : คนที่มีผิวสีเข้มมีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์มากกว่าคนที่มีผิวสีอ่อน

5. อายุ : วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดคีลอยด์มากกว่าวัยอื่น เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเซลล์มาก

6. บริเวณที่เกิดแผล : แผลที่เกิดในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมาก เช่น ไหล่ หน้าอก หรือหลัง จะมีโอกาสเกิดคีลอยด์สูงกว่า

image.png

  • หน้าอกและไหล่

  • หลังส่วนบน

  • ใบหู

  • กรามและแก้ม

02 บริเวณที่พบคีลอยด์บ่อย

การดูแลแผลเพื่อป้องกันการเกิดคีลอยด์มีวิธีดังนี้

1. รักษาความสะอาดของแผล ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และเปลี่ยนผ้าปิดแผลอย่างสม่ำเสมอ

2. การใช้แผ่นซิลิโคนเจล (Silicone Gel Sheets) แผ่นซิลิโคนช่วยป้องกันการเกิดคีลอยด์ โดยการช่วยให้แผลนุ่มขึ้นและลดการสร้างเนื้อเยื่อส่วนเกิน

3. ทายาเพื่อลดการอักเสบ  ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หรือครีมลดรอยแผลเป็นสามารถช่วยลดการอักเสบและการเกิดคีลอยด์ได้

4. การใช้แรงกดที่แผล (Pressure Therapy)  ใช้ผ้าพันแผลหรืออุปกรณ์กดทับบริเวณแผลเพื่อลดโอกาสการเกิดคีลอยด์

5. เลี่ยงการสัมผัสแผลมากเกินไป  อย่าเกาแผลหรือกดทับแผล เพราะอาจทำให้แผลมีการระคายเคืองและทำให้คีลอยด์เกิดขึ้นได้

6. **การหลีกเลี่ยงแสงแดด**: ปกปิดแผลจากแสงแดดโดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เพราะรังสี UV อาจทำให้แผลคล้ำและทำให้คีลอยด์เห็นชัดเจนขึ้น

7. **การปรึกษาแพทย์**: หากเริ่มมีอาการของคีลอยด์ เช่น แผลหนาขึ้น คัน หรือบวม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น การฉีดยาสเตียรอยด์ การทำเลเซอร์ หรือการผ่าตัด

03 วิธีการการดูแลแผลไม่ให้เป็นคีลอยด์

scar keloid
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบจนหมด หากแพ้ยาชนิดใด แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง หากรับประทานยาแล้วมีผื่นแดง บวม ให้หยุดยาแล้วมาพบแพทย์

  • ห้ามแผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม แพทย์จะนัดติดตามดูอาการ ทำแผลตามความเหมาะสม

  • หลังศัลยกรรม จะบวมมากที่สุด 3 วันแรก และเริ่มยุบบวมเข้าที่ขึ้นเรื่อยๆ ช้าเร็วขึ้นกับร่างกายของแต่ละบุคคล

  • งดออกกำลังกาย ยกของหนัก การกระแทกกระทบกระเทือน หรือกิจกรรมใดๆ ที่เสี่ยงทำให้แผลแยก

  • หลังตัดไหม สามารถทายาลดรอยแผลเป็นได้ การดูแลแผล เฝ้าระวังแผลเป็น แพทย์จะนัดติดตามเป็นระยะ

  • คีลอยด์ที่ตัดไปแล้วมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ดังนั้นคนไข้ควรมาติดตามนัด หากมีความจำเป็นแพทย์จะฉีดยากันคีลอยด์ตามเหมาะสม

04 การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดคีลอยด์

Q&A ที่พบบ่อย ?

image.png

เลเซอร์คีลอยด์ กี่ครั้งถึงหาย

โดยปกติการฉีดคีลอยด์จะต้องฉีดอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง โดยอาจอยู่ที่ 3 ครั้งขึ้นไป ความถี่อยู่ที่ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมินลักษณะแผลจากแพทย์ รวมถึงต้องตรวจดูการตอบสนองของแผลที่มีต่อสารยาหลังจากฉีดในครั้งแรกๆ ด้วย

ใครที่สามารถเป็นคีลอยด์ได้ ⁉️

  • เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย

  • โดยจะอยู่ในช่วงอายุ10-30ปี

  • และพบว่าผู้ป่วยที่เป็นแผลคีลอยด์มักจะมีสมาชิกในครอบครัวเป็นคีลอยด์มาก่อน

บริการเลเซอร์เพื่อรักษา

bottom of page